| ||
| ||
เพชรบุรี เป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยโบราณและเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของไทยในกลุ่มหัวเมือง ฝ่ายตะวันตก มีชื่อเรียกปรากฏในหนังสือชาวต่างประเทศ เช่น ชาววิลันดา เรียกว่า พิพรีย์ ชาวฝรั่งเศสเรียกว่า พิพพีล์ และ ฟิฟรี จึงสันนิษฐานกันว่าชื่อ เมืองพริบพรี คงเป็นชื่อเดิมของเมืองเพชรบุรี ชื่อ เพชรบุรี มีปรากฏเป็นหลักฐานมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่มาของชื่อมีที่มาได้ 2 ทาง ทางแรกเป็นการเรียกตามชื่อแม่น้ำเพชรบุรี ส่วนอีกทางหนึ่งเป็นการเรียกตามตำนานที่เล่าสืบกันมาว่าในสมัยโบราณเคยมีแสงระยิบระยับในเวลากลางคืนที่เขาแด่น ทำให้คนเข้าใจว่ามีเพชรพลอยบนเขานั้น เมืองเพชรบุรีมีศิลปะวัตถุมากมาย เป็นหลักฐานที่แสดงว่าเพชรบุรีเคยเป็นบ้านเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นชุมชนถาวรมาตั้งแต่สมัยทวารวดี เพชรบุรีในสมัยสุโขทัย อาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนรามคำแหงแม้จะมีอำนาจครอบคลุมเพชรบุรี แต่เพชรบุรีก็ยังมีอิสระอยู่มาก สามารถส่งทูตไปจีนได้ ต้นวงศ์ของกษัตริย์เพชรบุรีในช่วงสมัยสุโขทัยคือ พระพนมทะเลศิริ ผู้เป็นเชื้อสายของพระเจ้าพรหมแห่งเวียงไชยปราการ ราชวงศ์นี้ได้ครองเมืองเพชรบุรีมาจนถึงสมัยพระเจ้าอู่ทองจึงได้เสด็จไปสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
เพชรบุรีในสมัยอยุธยา ในสมัยอยุธยาตอนต้น เพชรบุรีขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาในแบบศักดินาสวามิภักดิ์ มีขุนนางควบคุมเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยพระบรมไตรโลกนาถอำนาจใน ส่วนกลางมีมากขึ้น เพชรบุรียังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกรุงศรีอยุธยา ดังนั้น อำนาจจากส่วนกลางจึงมามีส่วนในการปกครองเพชรบุรีมากกว่าเดิม ในสมัยพระมหาธรรมราชา ทางเขมรได้ให้พระยาจีนจันตุยกทัพมาตีเมืองเพชรบุรีแต่ชาวเพชรบุรีป้องกันเมืองไว้ได้ ต่อมาพระยาละแวกได้ยกทัพมาเองมีกำลังประมาณ 7,000 คน เมืองเพชรบุรีจึงตกเป็นของเขมรจนถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงตีเขมรชนะ เพชรบุรีจึงเป็นอิสระและเนื่องจากทรงโปรดปรานเมืองเพชรบุรีเป็นพิเศษ เพชรบุรีในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินจนถึงแผ่นดินพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ไทยยังคงทำสงครามกับพม่ามาโดยตลอด ซึ่งเจ้าเมืองและชาวเมืองเพชรบุรีก็ยังคงมีส่วนในการทำสงครามดังกล่าว จนเมื่อพม่าตกเป็นของอังกฤษ บทบาทของเมืองเพชรบุรีที่มีต่อเมืองหลวงและราชสำนัก จึงค่อยๆ เปลี่ยนไป
ถิ่น 3 ลาว กลุ่มชนชาวไทดำ มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแคว้นสิบสองจุไท ต่อมา ชาวไทยดำอยู่ที่เมืองแถงหรือแถน แต่เดิมเป็นเมืองใหญ่ของแคว้นสิบสองจุไท ปัจจุบันคือจังหวัดเดียนเบียนฟู อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเวียดนาม มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาว (แคว้นล้านช้าง) ทิศเหนือติดกับตอนใต้ของประเทศจีน สมัยธนบุรี ระหว่าง พ.ศ. 2321-2322 เมื่อกองทัพไทยซึ่งมีเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่ 1) กับเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ได้นำกองทัพไทยสองหมื่นคนตีหัวเมืองลาว ตั้งแต่จำปาศักดิ์ถึงเวียงจันทน์เอาไว้ได้ หลวงพระบางซึ่งไม่ถูกกับเวียงจันทน์มาก่อนก็นำกำลังมาช่วยตีเวียงจันทน์ด้วย แม่ทัพไทยได้ให้กองทัพหลวงพระบางไปตีเมืองทันต์ (ญวนเรียก ซือหวี)เมืองมวย ซึ่งเป็นเมืองของชาวภูไทดำได้ทั้งสองเมือง แล้วกวาดต้อนชาวภูไทดำ(ลาวทรงดำ) เป็นจำนวนมากมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเพชรบุรี นับเป็นชาวภูไทรุ่นแรกที่มาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย จ.เพชรบุรี เป็นศูนย์กลางของชาวลาวโซ่งตั้งแต่สมัยอพยพเข้ามาในประเทศไทยในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีในปีพ.ศ.2322 สาเหตุของการอพยพนั้นเนื่องจากเมื่อต้นแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เจ้านครเวียงจันทน์ได้กระทำการอันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อครั้งที่ดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกกองทัพขึ้นไปตีนครเวียงจันทน์ในพ.ศ.2321 ถึงปี 2322 กองทัพสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกำหนดให้กองทัพเมืองหลวงพระบางยกกำลังไปตีเอาเมืองม่วย เมืองทัน ซึ่งเป็นเมืองของผู้ไททรงดำ ตั้งอยู่ริมเขตแดนเมืองญวนเหนือ แล้วกวาดต้อนครอบครัวลาวเวียงจันทน์และไททรงดำลงมายังประเทศไทย ให้ลาวเวียงจันทน์ตั้งบ้านเรือนอยู่เมืองสระบุรี ราชบุรี และจันทบุรี ส่วนไทยทรงดำให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองเพชรบุรี สันนิษฐานว่าอยู่ที่หนองปรง(หรือหมู่บ้านหนองเลา) อำเภอเขาย้อย ในปีพ.ศ.2335 ไททรงดำได้อพยพเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง สาเหตุเกิดจากพวกเมืองแถง เมืองพวน แข็งข้อต่อเมืองเวียงจันทน์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงยกกองทัพไปตี ได้ไทยทรงดำและลาวพวนมาไว้ที่เพชรบุรี ต่อมาในรัชกาลที่ 3 หัวเมืองบางหัวเมืองที่ขึ้นต่อเมืองหลวงพระบางกระด้างกระเดื่อง พ.ศ.2371 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แม่ทัพยกกองทัพไปปราบเมืองแถง และได้ครอบครัวไทยทรงดำลงมาไว้ที่เมืองเพชรบุรีอีกครั้งหนึ่ง พ.ศ.2379 เมืองหึม(ฮึม) เมืองคอย เมืองควร แข็งข้อต่อเมืองหลวงพระบาง เจ้าอุปราช เจ้าราชวงศ์ แต่งให้ท้าวพระยาคุมกองทัพขึ้นไปปราบ ได้ไททรงดำส่งมาไว้ที่เพชรบุรี ต่อมาปีพ.ศ.2381 เจ้าอุปราช เจ้าราชวงศ์ เจ้านายทางเมืองหลวงพระบางและเวียงจันทน์เกิดวิวาทกัน เจ้าราชวงศ์ได้คุมไททรงดำมาไว้ที่กรุงเทพฯ ไททรงดำที่นำมาไว้ในจังหวัดเพชรบุรีในรัชกาลที่ 3 นี้ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม แต่เนื่องจากไททรงดำชอบอาศัยอยู่ที่ดอน น้ำไม่ท่วม และบริเวณที่อยู่อาศัยเดิมขาดแคลนไม้ จึงได้อพยพไปอยู่ที่อำเภอเขาย้อยในเวลาต่อมา ในปีพ.ศ.2407 เกิดความระส่ำระสายในแคว้นตังเกี๋ย สิบสองจุไท และลาวเหนือ พวกจีนฮ่อบุกเข้ามาก่อกวนในแถบแม่น้ำดำ แม่น้ำแดง และที่ราบสูงทรานนินท์ ในระหว่างแผ่นดินพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 หัวเมืองฝ่ายเหนือคือ หลวงพระบาง และเวียงจันทน์ถูกพวกจีนฮ่อบุกเข้ามาโจมตี เจ้าเมืองหัวเมืองฝ่ายเหนือขอความช่วยเหลือมายังกรุงเทพฯ พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงส่งกองทัพไปปราบฮ่อในปีพ.ศ.2421 และได้นำครอบครัวไทดำอพยพเข้ามาในอาณาจักรไทย พ.ศ.2428 และพ.ศ.2430ได้โปรดเกล้าฯให้จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจัดกองทัพไปปราบปรามอีกครั้งหนึ่ง และนำครอบครัวไทดำเข้ามาอยู่ในประเทศไทยอีกครั้ง รูปร่างหน้าตาของผู้คนเชื้อชาติลาวโซ่งนั้นแทบไม่ต่างจากคนไทยเชื้อชาติอื่นๆนัก หากไม่มีใครบอกว่าชาวบ้านแถวนั้นคือเชื้อสายของชาวไทยทรงดำหรือพวกเขาไม่พูดภาษาลาวกันก็จะไม่อาจบอกได้ถึงความแตกต่าง และนามสกุลของชาวลาวโซ่งนั้นมักจะมีคำว่า เพชร ร่วมอยู่ในนามสกุลด้วย ซึ่งคำว่า เพชร นี้มาจากการอาศัยอยู่ในจังหวัดเพชรบุรีและมีการตั้งนามสกุลด้วยการจับฉลากที่เขียนนามสกุลไว้เรียบร้อยแล้วก่อนการทำทะเบียนบ้าน ความเชื่อเกี่ยวกับพื้นเพเดิมของชาวบ้านในบ้าน เมืองแถนในเวียดนามเป็นเมืองที่บรรพบุรุษอยู่อาศัยก่อนจะอพยพเข้ามาในประเทศไทย และเมื่อพวกเขาเสียชีวิตก็จะมีการมอบพาหนะกับร่มและมีการชี้ทางให้ผู้ตายในพิธีศพเพื่อจะได้เดินทางไปยังเมืองแถน สำหรับผู้ชายจะมีหงส์เป็นพาหนะ ส่วนผู้หญิงจะเป็นปลีกล้วยซึ่งถือว่าเป็นพาหนะที่บินได้เช่นกัน คิดดูแล้วก็แปลกที่คิดว่าหัวปลีบินได้ถึงมันจะมีลักษณะเป็นกลีบๆก็เถอะ โดยทั่วไปแล้วลักษณะชีวิตความเป็นอยู่ของลาวโซ่งก็ไม่ต่างจากชาวไทยมากนัก พิจารณาดูก็เป็นไปได้ว่าไม่มีการถ่ายทอดต่อเนื่องให้ลูกหลานต่างกับวัฒนธรรมอาหารหรือพิธี กรรมอื่นๆที่ยังคงดำรงอยู่ด้วยการเล่าเรื่องต่อๆกันมาจากคนเฒ่าคนแก่สู่ลูกหลานจนได้ไปเห็นด้วยตาของตัวเองครั้งนี้ อาหารการกินพื้นฐานของชาวลาวโซ่งก็เหมือนกับอาหารปกติทั่วไปของชาวบ้านธรรมดา เพียงแต่พวกเขาไม่นิยมอาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ แกงมักจะมีลักษณะคล้ายกับแกงป่าหรือแกงเหลืองของภาคใต้ เน้นพืชผักและสัตว์น้ำที่หาได้ในทั่วไปในพื้นที่อย่างง่ายๆ มีข้าวที่ปรุงด้วยกรรมวิธีที่ต่างจากปกติเป็นอาหารหลัก ข้าวเหนียวและข้าวเม่าของเขานั้นจะนำข้าวเปลือกมาล้างให้สะอาดแล้วเอาไปนึ่งจนสุกก่อนจะเอามาตำเปลือกออกทีหลัง และฤดูข้าวใหม่นั้นจะเรียกว่า ปาต- ตงข้าวเม่าข้าวห่าง ความเชื่อและความศรัทธาในศาสนาพุทธของชาวลาวโซ่งไม่ได้แตกต่างไปจากคนไทยเชื้อชาติอื่นๆแม้แต่น้อย จะต่างกันก็เพียงพวกเขารักษาความเชื่อประเพณีปฏิบัติที่นับถือสืบเนื่องกันมาแต่โบราณที่เกี่ยวข้องกับผีไว้อย่างเหนียวแน่นโดยไม่มีการบังคับว่าจะต้องเป็นผู้สืบต่อผีบรรพบุรุษหรือความเชื่อทั้งหลาย และยืนยันว่าพิธีกรรมการเลี้ยงผีที่มีการฆ่าหมูนี้มีลักษณะเหมือนกับศาสนาพราหมณ์ที่มีการบูชายัญ หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นความงมงายไร้สาระที่นับถือผีสางเทวดา ไทยทรงดำเมืองเพชร กระจายอยู่ในเขตอำเภอเมือง บ้านแหลม บ้านลาด ท่ายาง หนองหญ้าปล้อง แต่ที่หนาแน่นที่สุดคือที่อำเภอเขาย้อย แถบบ้านห้วยช้าง, หนองปรง, หนองจิก, ทับคาง, ดอนทราย และหนองชุมพล ลาวพวน ชาวพวนมีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองพวน แขวงเมืองเชียงขวาง ประเทศลาว ทางภาคอีสานจะเรียกว่า ไทยพวน ส่วนภาคกลางเรียก ลาวพวน ชาวพวนได้กระจายตัวอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำงึมของลาว สมัยกรุงธนบุรี เมื่อลาวได้รวมเป็นอาณาจักร ประชากรฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงได้ถูกกวาดต้อนมาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง สมัยรัชกาลที่ 1 ใน พ.ศ. 2335 กองทัพเวียงจันทน์ตีหลวงพระบางแตกและจับกษัตริย์หลวงพระบางส่งกรุงเทพ ฯ ใน พ.ศ.2335-2338 กองทัพเวียงจันทน์ได้ตีเมืองแถง และเมืองพวน ซึ่งแข็งข้อต่อเวียงจันทน์ กวาดต้อนชาวภูไทดำ และ ลาวพวนเป็นเชลยส่งมากรุงเทพ ฯ รัชกาลที่ 1 ทรงมีรับสั่งให้ไปตั้งถิ่นฐานที่เพชรบุรีเช่นเดียวกับชาวภูไทดำรุ่นแรก หลังกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๖๙ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยูหัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาธรรมาเป็นแม่ทัพ ยกกำลังไปขับไล่กองทัพญวนที่เข้ามาตั้งที่เมืองพานและหัวพันทั้งห้าทั้งหก เพื่อช่วยลาวในคราวเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เป็นกบฏ ได้กวาดต้อนครอบครัวชาวลาวพวนจากเมืองพวน และบริเวณใกล้เคียงมา
ลาวเวียง ลาวเวียง ที่เราพูดกันนั้นก็ หมายถึง ลาวเวียงจันทร์นั้นเอง ครั้งอดีตสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี(พ.ศ. 2322) ได้กวาดต้อนไทยดำพร้อมลาวในเวียงจันทน์และเมืองพวนมาอยู่ที่ธนบุรี ต่อมารัชกาลที่ 3 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ลาวเวียงอยู่ที่ จ.ราชบุรี ลาวพวนอยู่ที่ธนบุรี และให้ไทยทรงดำไปตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี แต่ ก้อยังมีลาวเวียง และ ลาวพวน บางส่วน มาอาศัยอยู่ที่เพชรบุรีด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 1 และ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยตั้งถิ่นฐานอยู่ที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรีต่อมาได้กระจายไปในจังหวัดใกล้เคียง เช่น ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี ฯลฯ
| ||
| 0 Comments | Post Comment | Permanent Link |