_.-~*`Let me go home`*~-._ Home | Profile | Archives | Friends

เมืองเพชร ถิ่น 3 ลาว10 September 2007

 

เพชรบุรี เป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยโบราณและเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของไทยในกลุ่มหัวเมือง  ฝ่ายตะวันตก มีชื่อเรียกปรากฏในหนังสือชาวต่างประเทศ เช่น  ชาววิลันดา   เรียกว่า  “พิพรีย์”  ชาวฝรั่งเศสเรียกว่า “พิพพีล์” และ “ฟิฟรี”  จึงสันนิษฐานกันว่าชื่อ “เมืองพริบพรี” คงเป็นชื่อเดิมของเมืองเพชรบุรี    

ชื่อ “เพชรบุรี” มีปรากฏเป็นหลักฐานมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่มาของชื่อมีที่มาได้ 2 ทาง         ทางแรกเป็นการเรียกตามชื่อแม่น้ำเพชรบุรี ส่วนอีกทางหนึ่งเป็นการเรียกตามตำนานที่เล่าสืบกันมาว่าในสมัยโบราณเคยมีแสงระยิบระยับในเวลากลางคืนที่เขาแด่น ทำให้คนเข้าใจว่ามีเพชรพลอยบนเขานั้น

เมืองเพชรบุรีมีศิลปะวัตถุมากมาย  เป็นหลักฐานที่แสดงว่าเพชรบุรีเคยเป็นบ้านเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นชุมชนถาวรมาตั้งแต่สมัยทวารวดี

เพชรบุรีในสมัยสุโขทัย อาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนรามคำแหงแม้จะมีอำนาจครอบคลุมเพชรบุรี            แต่เพชรบุรีก็ยังมีอิสระอยู่มาก สามารถส่งทูตไปจีนได้ ต้นวงศ์ของกษัตริย์เพชรบุรีในช่วงสมัยสุโขทัยคือ พระพนมทะเลศิริ ผู้เป็นเชื้อสายของพระเจ้าพรหมแห่งเวียงไชยปราการ ราชวงศ์นี้ได้ครองเมืองเพชรบุรีมาจนถึงสมัยพระเจ้าอู่ทองจึงได้เสด็จไปสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

          เพชรบุรีในสมัยอยุธยา  ในสมัยอยุธยาตอนต้น เพชรบุรีขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาในแบบศักดินาสวามิภักดิ์          มีขุนนางควบคุมเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป  แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยพระบรมไตรโลกนาถอำนาจใน   ส่วนกลางมีมากขึ้น เพชรบุรียังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกรุงศรีอยุธยา  ดังนั้น อำนาจจากส่วนกลางจึงมามีส่วนในการปกครองเพชรบุรีมากกว่าเดิม

ในสมัยพระมหาธรรมราชา ทางเขมรได้ให้พระยาจีนจันตุยกทัพมาตีเมืองเพชรบุรีแต่ชาวเพชรบุรีป้องกันเมืองไว้ได้ ต่อมาพระยาละแวกได้ยกทัพมาเองมีกำลังประมาณ 7,000 คน เมืองเพชรบุรีจึงตกเป็นของเขมรจนถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงตีเขมรชนะ เพชรบุรีจึงเป็นอิสระและเนื่องจากทรงโปรดปรานเมืองเพชรบุรีเป็นพิเศษ

 จึงได้เสด็จมาประทับที่เมืองเพชรบุรีเป็นเวลาถึง 5 ปีก่อนจะทรงยกทัพใหญ่ไปปราบพม่าและสวรรคตที่เมืองหาง เจ้าเมืองเพชรบุรีและชาวเมืองเพชรบุรีได้ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้กับข้าศึกหลายครั้ง นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  สมเด็จพระเชษฐาธิราช และสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ โดยเฉพาะในสมัยพระเทพราชานั้น  การปราบปรามเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งแข็งเมือง พระยาเพชรบุรีได้เป็นกำลังสำคัญในการส่งเสบียงให้แก่กองทัพฝ่ายราชสำนักอยุธยา อย่างไรก็ดี  เมืองเพชรบุรีถูกตีแตกอีกครั้ง เมื่อพม่าโดยมังมหานรธราได้ยกมาตีไทย จนไทยต้องเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 นั่นเอง

เพชรบุรีในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์  ตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินจนถึงแผ่นดินพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ไทยยังคงทำสงครามกับพม่ามาโดยตลอด ซึ่งเจ้าเมืองและชาวเมืองเพชรบุรีก็ยังคงมีส่วนในการทำสงครามดังกล่าว จนเมื่อพม่าตกเป็นของอังกฤษ บทบาทของเมืองเพชรบุรีที่มีต่อเมืองหลวงและราชสำนัก จึงค่อยๆ เปลี่ยนไป

 

 

 

ถิ่น 3 ลาว

 

 ลาวโซ่ง(ไทยทรงดำ)

กลุ่มชนชาวไทดำ มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแคว้นสิบสองจุไท ต่อมา ชาวไทยดำอยู่ที่เมืองแถงหรือแถน แต่เดิมเป็นเมืองใหญ่ของแคว้นสิบสองจุไท ปัจจุบันคือจังหวัดเดียนเบียนฟู อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเวียดนาม มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาว (แคว้นล้านช้าง) ทิศเหนือติดกับตอนใต้ของประเทศจีน

สมัยธนบุรี ระหว่าง พ.ศ. 2321-2322 เมื่อกองทัพไทยซึ่งมีเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่ 1) กับเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ได้นำกองทัพไทยสองหมื่นคนตีหัวเมืองลาว ตั้งแต่จำปาศักดิ์ถึงเวียงจันทน์เอาไว้ได้ หลวงพระบางซึ่งไม่ถูกกับเวียงจันทน์มาก่อนก็นำกำลังมาช่วยตีเวียงจันทน์ด้วย แม่ทัพไทยได้ให้กองทัพหลวงพระบางไปตีเมืองทันต์ (ญวนเรียก ซือหวี)เมืองมวย ซึ่งเป็นเมืองของชาวภูไทดำได้ทั้งสองเมือง แล้วกวาดต้อนชาวภูไทดำ(ลาวทรงดำ) เป็นจำนวนมากมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเพชรบุรี นับเป็นชาวภูไทรุ่นแรกที่มาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย  จ.เพชรบุรี เป็นศูนย์กลางของชาวลาวโซ่งตั้งแต่สมัยอพยพเข้ามาในประเทศไทยในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีในปีพ.ศ.2322 สาเหตุของการอพยพนั้นเนื่องจากเมื่อต้นแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เจ้านครเวียงจันทน์ได้กระทำการอันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อครั้งที่ดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกกองทัพขึ้นไปตีนครเวียงจันทน์ในพ.ศ.2321  ถึงปี 2322 กองทัพสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกำหนดให้กองทัพเมืองหลวงพระบางยกกำลังไปตีเอาเมืองม่วย เมืองทัน ซึ่งเป็นเมืองของผู้ไททรงดำ ตั้งอยู่ริมเขตแดนเมืองญวนเหนือ แล้วกวาดต้อนครอบครัวลาวเวียงจันทน์และไททรงดำลงมายังประเทศไทย ให้ลาวเวียงจันทน์ตั้งบ้านเรือนอยู่เมืองสระบุรี ราชบุรี และจันทบุรี ส่วนไทยทรงดำให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองเพชรบุรี สันนิษฐานว่าอยู่ที่หนองปรง(หรือหมู่บ้านหนองเลา) อำเภอเขาย้อย

ในปีพ.ศ.2335 ไททรงดำได้อพยพเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง   สาเหตุเกิดจากพวกเมืองแถง เมืองพวน แข็งข้อต่อเมืองเวียงจันทน์  เจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงยกกองทัพไปตี  ได้ไทยทรงดำและลาวพวนมาไว้ที่เพชรบุรี ต่อมาในรัชกาลที่ 3 หัวเมืองบางหัวเมืองที่ขึ้นต่อเมืองหลวงพระบางกระด้างกระเดื่อง พ.ศ.2371 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แม่ทัพยกกองทัพไปปราบเมืองแถง และได้ครอบครัวไทยทรงดำลงมาไว้ที่เมืองเพชรบุรีอีกครั้งหนึ่ง พ.ศ.2379 เมืองหึม(ฮึม) เมืองคอย เมืองควร แข็งข้อต่อเมืองหลวงพระบาง เจ้าอุปราช เจ้าราชวงศ์ แต่งให้ท้าวพระยาคุมกองทัพขึ้นไปปราบ ได้ไททรงดำส่งมาไว้ที่เพชรบุรี ต่อมาปีพ.ศ.2381 เจ้าอุปราช เจ้าราชวงศ์ เจ้านายทางเมืองหลวงพระบางและเวียงจันทน์เกิดวิวาทกัน เจ้าราชวงศ์ได้คุมไททรงดำมาไว้ที่กรุงเทพฯ ไททรงดำที่นำมาไว้ในจังหวัดเพชรบุรีในรัชกาลที่ 3 นี้ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม แต่เนื่องจากไททรงดำชอบอาศัยอยู่ที่ดอน น้ำไม่ท่วม และบริเวณที่อยู่อาศัยเดิมขาดแคลนไม้ จึงได้อพยพไปอยู่ที่อำเภอเขาย้อยในเวลาต่อมา

          ในปีพ.ศ.2407 เกิดความระส่ำระสายในแคว้นตังเกี๋ย สิบสองจุไท และลาวเหนือ พวกจีนฮ่อบุกเข้ามาก่อกวนในแถบแม่น้ำดำ แม่น้ำแดง และที่ราบสูงทรานนินท์ ในระหว่างแผ่นดินพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 หัวเมืองฝ่ายเหนือคือ หลวงพระบาง และเวียงจันทน์ถูกพวกจีนฮ่อบุกเข้ามาโจมตี เจ้าเมืองหัวเมืองฝ่ายเหนือขอความช่วยเหลือมายังกรุงเทพฯ พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงส่งกองทัพไปปราบฮ่อในปีพ.ศ.2421 และได้นำครอบครัวไทดำอพยพเข้ามาในอาณาจักรไทย พ.ศ.2428  และพ.ศ.2430ได้โปรดเกล้าฯให้จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจัดกองทัพไปปราบปรามอีกครั้งหนึ่ง  และนำครอบครัวไทดำเข้ามาอยู่ในประเทศไทยอีกครั้ง

รูปร่างหน้าตาของผู้คนเชื้อชาติลาวโซ่งนั้นแทบไม่ต่างจากคนไทยเชื้อชาติอื่นๆนัก หากไม่มีใครบอกว่าชาวบ้านแถวนั้นคือเชื้อสายของชาวไทยทรงดำหรือพวกเขาไม่พูดภาษาลาวกันก็จะไม่อาจบอกได้ถึงความแตกต่าง   และนามสกุลของชาวลาวโซ่งนั้นมักจะมีคำว่า “เพชร” ร่วมอยู่ในนามสกุลด้วย  ซึ่งคำว่า “เพชร” นี้มาจากการอาศัยอยู่ในจังหวัดเพชรบุรีและมีการตั้งนามสกุลด้วยการจับฉลากที่เขียนนามสกุลไว้เรียบร้อยแล้วก่อนการทำทะเบียนบ้าน

ความเชื่อเกี่ยวกับพื้นเพเดิมของชาวบ้านในบ้าน    เมืองแถนในเวียดนามเป็นเมืองที่บรรพบุรุษอยู่อาศัยก่อนจะอพยพเข้ามาในประเทศไทย   และเมื่อพวกเขาเสียชีวิตก็จะมีการมอบพาหนะกับร่มและมีการชี้ทางให้ผู้ตายในพิธีศพเพื่อจะได้เดินทางไปยังเมืองแถน   สำหรับผู้ชายจะมีหงส์เป็นพาหนะ   ส่วนผู้หญิงจะเป็นปลีกล้วยซึ่งถือว่าเป็นพาหนะที่บินได้เช่นกัน    คิดดูแล้วก็แปลกที่คิดว่าหัวปลีบินได้ถึงมันจะมีลักษณะเป็นกลีบๆก็เถอะ

          โดยทั่วไปแล้วลักษณะชีวิตความเป็นอยู่ของลาวโซ่งก็ไม่ต่างจากชาวไทยมากนัก พิจารณาดูก็เป็นไปได้ว่าไม่มีการถ่ายทอดต่อเนื่องให้ลูกหลานต่างกับวัฒนธรรมอาหารหรือพิธี กรรมอื่นๆที่ยังคงดำรงอยู่ด้วยการเล่าเรื่องต่อๆกันมาจากคนเฒ่าคนแก่สู่ลูกหลานจนได้ไปเห็นด้วยตาของตัวเองครั้งนี้   

          อาหารการกินพื้นฐานของชาวลาวโซ่งก็เหมือนกับอาหารปกติทั่วไปของชาวบ้านธรรมดา    เพียงแต่พวกเขาไม่นิยมอาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ   แกงมักจะมีลักษณะคล้ายกับแกงป่าหรือแกงเหลืองของภาคใต้  เน้นพืชผักและสัตว์น้ำที่หาได้ในทั่วไปในพื้นที่อย่างง่ายๆ    มีข้าวที่ปรุงด้วยกรรมวิธีที่ต่างจากปกติเป็นอาหารหลัก ข้าวเหนียวและข้าวเม่าของเขานั้นจะนำข้าวเปลือกมาล้างให้สะอาดแล้วเอาไปนึ่งจนสุกก่อนจะเอามาตำเปลือกออกทีหลัง และฤดูข้าวใหม่นั้นจะเรียกว่า “ปาต- ตงข้าวเม่าข้าวห่าง”

          ความเชื่อและความศรัทธาในศาสนาพุทธของชาวลาวโซ่งไม่ได้แตกต่างไปจากคนไทยเชื้อชาติอื่นๆแม้แต่น้อย  จะต่างกันก็เพียงพวกเขารักษาความเชื่อประเพณีปฏิบัติที่นับถือสืบเนื่องกันมาแต่โบราณที่เกี่ยวข้องกับผีไว้อย่างเหนียวแน่นโดยไม่มีการบังคับว่าจะต้องเป็นผู้สืบต่อผีบรรพบุรุษหรือความเชื่อทั้งหลาย  และยืนยันว่าพิธีกรรมการเลี้ยงผีที่มีการฆ่าหมูนี้มีลักษณะเหมือนกับศาสนาพราหมณ์ที่มีการบูชายัญ   หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นความงมงายไร้สาระที่นับถือผีสางเทวดา

          ไทยทรงดำเมืองเพชร กระจายอยู่ในเขตอำเภอเมือง บ้านแหลม บ้านลาด ท่ายาง หนองหญ้าปล้อง แต่ที่หนาแน่นที่สุดคือที่อำเภอเขาย้อย แถบบ้านห้วยช้าง, หนองปรง, หนองจิก, ทับคาง, ดอนทราย และหนองชุมพล

 

ลาวพวน

         ชาวพวนมีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองพวน แขวงเมืองเชียงขวาง ประเทศลาว ทางภาคอีสานจะเรียกว่า “ไทยพวน” ส่วนภาคกลางเรียก ลาวพวน ชาวพวนได้กระจายตัวอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำงึมของลาว สมัยกรุงธนบุรี เมื่อลาวได้รวมเป็นอาณาจักร ประชากรฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงได้ถูกกวาดต้อนมาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง
ชาวพวนได้ถูกกวาดต้อนมาด้วย และกระจายตัวอยู่ในจังหวัดอุดรธานี พิจิตร แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย สิงห์บุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และลพบุรี

สมัยรัชกาลที่ 1 ใน พ.ศ. 2335 กองทัพเวียงจันทน์ตีหลวงพระบางแตกและจับกษัตริย์หลวงพระบางส่งกรุงเทพ ฯ ใน พ.ศ.2335-2338 กองทัพเวียงจันทน์ได้ตีเมืองแถง และเมืองพวน ซึ่งแข็งข้อต่อเวียงจันทน์ กวาดต้อนชาวภูไทดำ และ ลาวพวนเป็นเชลยส่งมากรุงเทพ ฯ รัชกาลที่ 1 ทรงมีรับสั่งให้ไปตั้งถิ่นฐานที่เพชรบุรีเช่นเดียวกับชาวภูไทดำรุ่นแรก        หลังกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๖๙ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยูหัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาธรรมาเป็นแม่ทัพ ยกกำลังไปขับไล่กองทัพญวนที่เข้ามาตั้งที่เมืองพานและหัวพันทั้งห้าทั้งหก เพื่อช่วยลาวในคราวเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เป็นกบฏ ได้กวาดต้อนครอบครัวชาวลาวพวนจากเมืองพวน และบริเวณใกล้เคียงมา

 

ลาวเวียง

       ลาวเวียง ที่เราพูดกันนั้นก็ หมายถึง ลาวเวียงจันทร์นั้นเอง

      ครั้งอดีตสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี(พ.ศ. 2322) ได้กวาดต้อนไทยดำพร้อมลาวในเวียงจันทน์และเมืองพวนมาอยู่ที่ธนบุรี ต่อมารัชกาลที่ 3 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ลาวเวียงอยู่ที่ จ.ราชบุรี ลาวพวนอยู่ที่ธนบุรี และให้ไทยทรงดำไปตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี แต่ ก้อยังมีลาวเวียง และ ลาวพวน บางส่วน มาอาศัยอยู่ที่เพชรบุรีด้วย

     ในสมัยรัชกาลที่ 1 และ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยตั้งถิ่นฐานอยู่ที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรีต่อมาได้กระจายไปในจังหวัดใกล้เคียง เช่น ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี ฯลฯ 

 

 

0 Comments | Post Comment | Permanent Link


Power By : BlogKa.com - Free Blog Hosting





Power By : BlogKa.com - Free Blog Hosting